[Review] Operation Darkness

posted on 19 Jun 2011 19:50 by sasarai in Review
 


วันนี้ว่างงานมากๆ เลยแอบเวลางานมารีวิวกันอีกสักเกม กับ Operation Darkness ที่ลงให้กับเครื่อง Xbox 360 (มีลงให้เครื่องอื่นด้วยมั้ยไม่รู้แต่ผมเล่นเวอร์ชั่นนี้ล่ะ)

 

เป็นอีกเกมที่เอามาเล่นโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ไม่รู้ข้อมูลหรือดูเทรลเลอร์ ของเกมนี้มาก่อน แค่สะดุดกับภาพประกอบบนปก แต่ไล่มาถึงชื่อค่าย Atlus ปุ๊บก็เลยตัดสินใจจะลองเล่นดูสักที

 

ตัวเกมเป็นแนววางแผนการรบในช่วงยุคสมัยสงคราม โลกครั้งที่ 2 กับเหล่ากองทัพนาซีและกองกำลังพันธมิตรของฮิตเลอร์ที่มีการเกริ่นนำและการ ดำเนินเรื่องที่ภาพเหตุการณ์จริงมาอ้างอิง จึงทำให้รู้สึกว่านี่เป็นเกมวางแผนการรบที่เน้นความสมจริงเป็นหลัก สำหรับคนที่รู้จักเนื้อหาของเกมมาบ้างก็คงจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเนื้อหาจริงๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่สำหรับคนที่ไม่รู้ 4 รู้ 8 อะไรกับเค้าอย่างผม การที่เกมเผยส่วนสำคัญของเกมออกมาในช่วงฉากที่ 3-4 นั้นเล่นเอาผมหน้าหงายไปเหมือนกัน (ปกเกมที่ได้มาเป็นแบบไม่มีหมาป่าและซอมบี้ แวมไพร์ตาแดง)

โดยเกมหัก มุมจากสงครามที่ดูสมจริง (ในรูปแบบลายเส้นการ์ตูน) กลายเป็นการรบข้ามเผ่าพันธุ์ระหว่างมนุษย์หมาป่าและแวมไพร์ที่ทำงานให้ฝั่ง นาซีไปซะฉิบ ทั้งยังมีเรื่องของการใช้มนต์ดำวูดูเข้ามาเกี่ยวข้องในการควบคุมศพอีกด้วย เรียกได้ว่าตัวเกมจริงๆ จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อเข้าสู่เนื้อหาเหล่านี้

ระบบการเล่น เป็นระบบวางแผนเทิร์นเบสที่ลำดับเทิร์นตามความเร็วในการเคลื่อนที่ของตัว ละคร (แบบ FF X) ที่ใช้อาวุธต่างๆ ในการรบแบบทหาร โดยจะมีอาวุธประเภทต่างๆ ให้เลือกใช้ตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น มีดพก, ปืนพก, ปืนกล, ปืนลูกซอง, ปืนยาว, ปืนกลหนัก, เครื่องยิงหัวจรวด, ลูกระเบิด เป็นต้น ซึ่งแต่ละตัวละครจะสามารถพกสิ่งของต่างๆ ได้ไม่มากนัก นอกจากนี้ยังมีตัวเลขบอกน้ำหนักของไอเท็มที่แบกด้วยจึงทำให้จำกัดมากขึ้นอีก เกมจึงเสริมระบบฉกของจากศพมาให้ เพื่อให้เราสามารถบริหารจัดการไอเท็มต่างๆ ในสนามรบได้ ซึ่งจุดนี้ถือเป็นทั้งจุดที่ดีและแย่ไปพร้อมๆ กัน ข้อดีคือทำให้เกมมีความท้าทาย และใช้สมองในการวางแผนเพิ่มขึ้น กลับกันกับคนที่ไม่สามารถใช้จุดนี้ให้เกิดประโยชน์ได้ก็จะรู้สึกว่าเกมนี้ ยากเกินไปทันที โดยผู้เขียนติดแหงกอยู่ที่ฉาก Longest Day ก็เพราะไม่สามารถหาไอเท็มที่ใช้งานได้ดีๆ จากศพนี่แหละ (ถึงจะพูดว่าติดแต่ก็แค่โอเวอร์แค่หนเดียวล่ะนะ ที่งอนไม่กลับไปเล่นเพราะฉากนั้นเล่นตั้งนานแน่ะ)

ที่สำคัญเกมนี้เซฟระหว่างฉากรบไม่ได้นะครับ ตายทีก็ต้องเล่นกันใหม่เลย ไอเท็มที่ซื้อได้ระหว่างฉากก็จะมีจำนวนจำกัด ไม่ว่าจะเป็นกระสุนปืน กระสุนติดหัวระเบิด ไอเท็มฟื้นพลัง เป็นต้น แต่เมื่อผ่านช่วงเนื้อเรื่องนั้นๆ ไปก็จะมีการเติมเข้ามาเพิ่มให้เราได้ซื้อกัน

แต่จะว่าเกมยากเกินไปก็ไม่น่าใช่ เพราะตัวเกมมีระบบเลเวลตัวละครมาให้ ซึ่งหากเกิดเล่นไม่ผ่านขึ้นมาก็สามารถวนเก็บเลเวลที่ฉากเล็กๆ ได้จนกว่าจะพอใจ หรือจนกว่าไอเท็มที่มีจะไม่พอยาไส้ในการเล่นนั่นเอง นอกจากนี้ตัวละครยังสามารถติดตั้งสกิลเพื่อเสริมจุดเด่นและอุดจุดบอดได้อีก ด้วย (สกิลที่ขาดไม่ได้เลยน่าจะเป็น First Aid ที่จะใช้ไอเท็มอัตโนมัติทันทีที่ HP ต่ำกว่า 20%) เมื่อถึงเนื้อเรื่องที่เฉลยว่าหน่วย Blood Pack ของเราเป็นศูนย์รวมเผ่ามนุษย์หมาป่าแล้วก็จะมีสกิลท่าไม้ตายเพิ่มเข้ามาให้ เลือกใช้ได้อีกด้วย


ซินเธีย ตัวละครสไนเปอร์ ที่เป็นที่พึ่งได้ของทุกคน ยามที่สั่งให้เธอ Cover

  • ระบบ Cover ก็มีประโยชน์ดีครับ แต่กับบางสถานการณ์ก็ถือว่าเปลืองกระสุนมากๆ เช่นกัน
  • ระบบจ้างทหารรับจ้าง เนื่องจากว่าคนที่จ้างได้เป็น NPC หน้าโหล ผมเลยไม่เคยได้ลองจ้างมาลองใช้ดูฝีมือสักครั้งเลยครับ


ภาพของเกม......อยู่ในระดับที่ห่วยครับ ห่วยอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเทียบกับเกณฑ์โดยเฉลี่ยของเครื่อง (จริงๆ อาจจะไม่ได้แย่มาก แต่ผมดันเล่นเกมนี้หลัง Dead Space 2 นี่สิ) ที่จะชมเชยได้ก็คงมีเพียง Illust ของเกมที่ดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เท่านั้น

เสียง ดนตรีของเกมอยู่ในเกณฑ์กลางๆ สำหรับผมครับ ที่เด่นๆ จนอยากจะชมก็คือเกมนี้เป็นแบบ undub ครับ ฟีเจอร์ในเกมเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่เวลาคุยกันจะเป็นเสียงญี่ปุ่นครับ ปลื้มมาก (ไม่ได้ถึงกับรับไม่ได้แต่โดยส่วนตัวไม่คิดว่าลายเส้นแบบญี่ปุ่นจะเข้ากับ เสียงพากษ์อังกฤษ แต่ถ้าเป็น Full CG ผมรับได้นะ)

เนื้อเรื่อง...ยังเล่นไม่จบครับ เลยของดสรุปเนื้อหาในส่วนนี้ (หมดกันเนื้อหาส่วนที่ฝอยน้ำได้เยอะที่สุดของรีวิวสไตล์ซาซ่า) แต่ชอบตรงที่หักมุมเข้าแฟนตาซีกันดื้อๆ แบบนี้ สำหรับคนที่ดูเทรลเลอร์มาแล้วคงเฉยๆ กันล่ะนะครับ


ตัวละครที่ห้ามตายเด็ดขาด คนเดียวที่สามารถชุบชีวิตตัวละครที่ตายได้

สรุป...เป็นเกมที่สนุกแบบขัดหูขัดตาครับ นำเสนอเบื้องต้นแบบเน้นสมจริง แม้จะหักมุมเป็นแนวเหนือธรรมชาติจะทำได้ชวนทึ่ง แต่ก็กลายเป็นว่าสามารถเดาบทบาทของตัวละครที่เหลือได้ไม่ยาก (แต่แอบคิดว่าน่าจะมีอะไรหักมุมกว่านี้) เป็นเกมสงครามที่ไม่เน้นในเรื่องของภาพจึงทำให้ขาดอารมณ์ร่วมไปพอสมควร ตัวละครตายแล้วตายเลยถึงทีมเราจะมีคนชุบชีวิตอยู่แล้วก็เถอะ แต่มันยุ่งยากนะกว่าจะวิ่งไปชุบได้แต่ละคน มีการผูกปมในทีมที่น่าสนใจ ตัวละครเอกอย่างเอ็ดเวิร์ดก็หัวแข็งมีความคิดที่สุดขั้วดี แต่ก็ถือว่าในช่วงแรกของเกมยังให้ความสำคัญกับส่วนนี้น้อยไปหน่อย


ที่ยังดองอยู่เพราะฉากที่เจ๊คามิลล่าแกโผล่มานี่แหละ ยกพวกมาเพียบตอนกรอบไปหมดทั้งทีมแล้ว นิสัยแย่จริงๆ

ให้คะแนนแบบเป็นกลางมองภาพรวมจากเกมทั่วไปของเครื่องเดียวกัน C พอครับ (ถ้าให้แบบไม่เป็นกลางแบบตูชอบของตูคนเดียวก็ B ครับ)

[Review] Fragile Dreams: Farewell Ruins of the Moon [wii]

posted on 16 Jun 2011 10:51 by sasarai in Review
บทความนี้มีเนื้อหาและความคิดเห็นที่สปอยล์เนื้อเรื่องและอาจทำลายความสนุกของเกม โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

http://www.animemangagame.com/images/article/2011-06-16/fragile_wii.jpg

ข้อแนะนำก่อนเล่นเกมนี้ : ควรเล่นแบบไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเกมนี้มาก่อนเลย จะทำให้เกมมีความน่าติดตามเพิ่มขึ้น

ช่วงนี้เปิดโหลดองเอาเกมเก่าๆ มานั่งเล่นดูครับ เลยเป็นที่มาของรีวิว Fragile Dreams: Farewell Ruins of the Moon ที่ลงให้บนเครื่อง wii ที่ออกเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษเมื่อปี 2010 ที่ผ่านมา

โดยส่วนตัวไม่มี ข้อมูลอะไรของเกมนี้มากมายนัก ที่เคยผ่านตาก็มีเพียงแค่ภาพสกรีนช็อทจากตัวเกมช่วงที่มีการประกาศสร้างเท่า นั้นเอง เพราะเหตุนี้ตัวเกมจริงที่ได้ลองสัมผัสจึงให้ความรู้สึกที่ผิดจากที่คาดหวัง ไว้มากพอสมควร

ตัวเกมที่คาดหวังว่าจะได้เล่นแรกๆ ว่าน่าจะเป็นเกมแนวสำรวจใช้สมองและการสังเกตที่มีเนื้อหาเบาๆ เหมาะสำหรับเด็กๆ (ดูจากกราฟิคทีแรกผมคิดงี้แหละ) แต่พอลองได้เข้าเกมมาจริงๆ พบว่ามันไม่ใช่แนวนั้นแน่ๆ ไล่มาตั้งแต่โทนของเกมและดนตรีประกอบ แม้ว่าช่วงแรกของเกมจะยังไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นนักก็ตามที

เนื้อเรื่องของเกมนั้น โดยส่วนตัวผู้เขียนไม่ค่อยชอบแนวโดดเดี่ยวอ้างว้างเหมือนอยู่คนเดียวในโลก เท่าไหร่ ถึงเกมสยองขวัญอื่นๆ ส่วนใหญ่จะมีเราเป็นคนแค่คนเดียวก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าอยู่คนเดียวในโลกอย่างน้อยถ้ารอดไปได้ก็มีความ หวังที่จะกลับไปใช้ชีวิตปกติ ทว่ากับตัวเกม Fragile นั้นจะนำเสนอในแบบที่แตกต่างออกไป โดยจะเปิดปมเรื่องต่างๆ ในแง่มุมที่พยายามจะบอกว่าโลกใบนี้คือโลกที่เราอยู่นี่แหละ แต่เพราะเหตุบางอย่างทำให้ผู้คนนั้นหายไป โดยที่หลายๆ คนนั้นก็รู้ดีว่าตนเองนั้นมาถึงจุดจบแล้ว ซึ่งตัวเกมจะเล่าเรื่องผ่านทางความทรงจำที่ติดมากับสิ่งของที่เราสามารถเก็บ ได้ระหว่างทาง

http://www.animemangagame.com/images/article/2011-06-16/c20090124_fragile_06_cs1w1_.jpg

เนื้อเรื่องย่อๆ จากความทรงจำของผู้เขียน จะพยายามไม่สปอยล์ละเอียด แต่ก็สปอยล์ยันจบเลยละกัน (เล่าจากความทรงจำที่แปลผิดๆ ถูกๆ หากเนื้อหามีจุดผิดพลาดก็ขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ)

เซโตะตัว เอกของเกม รู้สึกตัวขึ้นมาในหอดูดาว และพบว่าตนเองอยู่ตัวคนเดียว เหลือแค่จดหมายที่ปู่ของตนเขียนทิ้งเอาไว้ให้ เขาจึงออกเดินทางด้วยตัวคนเดียวจนพบกับหญิงสาวผมเงินที่ขับขานเพลงใต้ดวง จันทร์ในคืนหนึ่ง นั่นคือจุดเริ่มต้นทั้งหมดของการเดินทางในโลกที่ไร้มนุษย์ครั้งนี้ เซโตะพยายามหาเธอให้พบ และในขณะเดียวกันเขาก็ได้พบกับบุคคลที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์ในระหว่าง ทาง ที่สอนให้เขาได้รู้จักสิ่งสำคัญที่ตนเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ความเชื่อใจ มิตรภาพ การสื่อสารกันระหว่างมนุษย์ รวมถึงความจริงที่ว่าเหตุใดมนุษย์ถึงหายไปจากโลก

http://www.animemangagame.com/images/article/2011-06-16/fragile-dreams-wii-wii-3368.jpg

เมื่อเขาตามหาสาวน้อยคนนั้นจนพบ กลับพบว่าสาวน้อยคนนั้นอยู่ภายใต้การเดินระบบกรงแก้วของชิน วิญญาณนักวิทยาศาสตร์ผู้เคยเอาตนเองเป็นตัวทดลองโครงการของมนุษยชาติในอดีต ผลพวงจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ความรู้สึก และความคิดของมนุษย์หลั่งไหลเข้ามาในตัวของเขา ซึ่งสิ่งที่เขาได้รับจากมนุษย์นั้นมีแต่ความรู้สึกด้านลบทั้งสิ้น แม้แต่พ่อแม่ของเขาก็ยังรังเกียจที่เขาเป็นเช่นนี้ เมื่อเขาหมดที่พึ่งเขาจึงใช้ระบบกรงแก้วนั้นทำให้ผู้คนหลับลึกไปโดยที่ไม่มี วันตื่นขึ้นมาอีกเลย (จากบทสนทนาของเราและซาอิ จะพบว่ามนุษยชาติเข้าใจว่าระบบนี้จะนำทุกคนไปสู่ยุคใหม่ของมนุษยชาติ)

http://www.animemangagame.com/images/article/2011-06-16/fragile-screenshots-2008121.jpg

ซาอิ บอกว่าหากชินเดินระบบนี้อีกครั้ง แม้แต่วิญญาณก็จะไม่รอดด้วย เซโตะที่แม้จะคิดว่าแนวความคิดของชินอาจจะถูก (ชินคิดว่าสังคมมนุษย์หรือการสื่อสารระหว่างกันเป็นสิ่งงี่เง่า ที่ดีแต่เปลือก)  แต่ก็พยายามหยุดยั้งอย่างเต็มที่เพราะไม่คิดว่าสิ่งที่ชินทำเป็นสิ่งที่ดี และต้องการช่วยสาวน้อยคนนั้น เพราะระบบนี้ต้องใช้มนุษย์เป็นตัวเดินระบบ โดยการเดินระบบครั้งก่อนใช้ซาอิเป็นตัวเดินระบบ และในที่สุดชินก็ได้เข้าใจถึงตัวตนของซาอิและความรักที่เธอมีให้ จนทำให้เขาไม่คิดที่จะเดินระบบกรงแก้วนั้นขึ้นมาอีก และไปสู่สุขคติได้พร้อมกับซาอิ

เมื่อเรื่องราวทุกอย่างจบลง เซโตะและสาวน้อยคนนั้นก็ได้เดินทางค้นหาผู้รอดชีวิตในโลกใบนี้ต่อไป (กว่าจะได้รู้ชื่อเจ้าหล่อนก็ตอนจบนี่แหละ) ถึงแม้ว่าวันนึงตัวตนของมนุษย์จะต้องหายไปหรือต้องโดดเดี่ยวก็ตาม

ตัว เกมจริงๆ นั้นออกแนวแอคชั่นแอดแวนเจอร์แบบเอาตัวรอดเซอร์ไววัล ซึ่งถ้าหากปรับเปลี่ยนแนวของกราฟิคของเกมไปในทางเรียลลิสต์แล้วก็จะกลายเป็น เฮอร์เร่อร์แอคชั่นไปในทันที การนำเสนอของเกมชวนให้คิดถึงเกมไซเลนท์ฮิลพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นใช้ไฟฉายเป็นส่วนสำคัญในการสำรวจหรือการเล่นกับผู้เล่นด้วย เสียงที่ปรากฏขึ้นตามสภาพแวดล้อมและสถาณการณ์ ซึ่งในส่วนนี้ก็เป็นจุดที่น่าชมเชยที่นำมาประยุกต์ใช้กับลำโพงของวีโมทได้ดี จนบางครั้งรู้สึกเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริงไปด้วย ถึงจะไม่ได้เน้นในส่วนนี้แต่ก็ถือว่านำเทคโนโลยีของเครื่องมาใช้ในระดับที่ พอดีไม่มากไม่น้อยเกินไป

http://www.animemangagame.com/images/article/2011-06-16/fra02.jpg

การควบคุมไฟฉายด้วยวีโมทนั้นทำได้ค่อนข้างดี แม้จะมีปัญหาในการหมุนมุมกล้องในทางแคบๆ หรือจังหวะเดินผ่านประตูอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าไม่มากนัก

ดนตรีประกอบ ส่วนที่โดดเด่นคงเป็นเพลง vocal ที่เป็นเพลงเปิดและเพลงปิดของเกม แม้ว่าตอนฟังเดี่ยวๆ อาจไม่กินใจอะไรมาก แต่เมื่ออยู่ในเกมกลับเข้ากับอารมณ์ของตัวเกมได้อย่างน่าประทับใจ

ความ ท้าทายของเกม แทบไม่มีเลยตัวเกมง่ายมาก ในส่วนของไม่มีปริศนาอะไรให้ขบคิดมากนัก ที่มีก็แทบเรียกว่าปริศนาไม่ได้เลย ขอแค่รู้จักอ่านบทสนทนาในเกมบ้างก็สามารถเคลียร์เกมได้อย่างง่ายดาย

ใน ส่วนของศัตรู ศัตรูภายในเกมมีอยู่ไม่กี่แบบเพียงแค่แบ่งระดับยากง่ายตามสีเท่านั้น และวิธีจัดการก็ไม่ยากนัก ถึงบางตัวจะล็อกวิธีกำจัดเอาไว้ก็ตาม แต่ก็สามารถเดาวิธีกำจัดได้ไม่ยาก ที่จะพลาดกันก็น่าจะเพราะไม่คุ้นเคยกับการนำทิศด้วยวีโมทจนพลาดกันไปเอง มากกว่า แน่นอนว่าระบบเลเวลของตัวละครก็มีส่วนทำให้เกมง่ายขึ้นด้วย

ไอ เท็ม มีการใช้ระบบไอเท็มสวมใส่มีโอกาสพังจากการใช้งานได้ ซึ่งอาจจะมีปัญหาในช่วงแรกที่ช่องเก็บของน้อยและเงินมีน้อย แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งของเกมปัญหานี้จะหมดไป

 

สรุปความเห็นส่วนตัวที่มีต่อเกมนี้โดยส่วนตัว แบบคร่าวๆ

ข้อดี

  • ถือว่าเป็นอีกเกมที่ดีครับ ดีทั้งเนื้อหา และวิธีนำเสนอ แม้ผู้เขียนจะไม่ค่อยชอบแนวๆ โดดเดี่ยวแบบนี้เท่าไหร่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสื่อสารมาได้ตรงใจและน่าสนใจดีในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ความทรงจำที่อ่านผ่านไอเท็มได้ในระหว่างเกมก็ตอบโจทย์เรื่องสังคมมนุษย์และ การสื่อสารระหว่างกันได้เป็นอย่างดี (อ่านของหลายอันก็เศร้าอยู่นะ)
  • ตัวเกมมีเหตุการณ์และเอกสารที่เปิดปมให้ผู้เล่นได้ตั้งคำถามกับเกมเป็นระยะ ส่วนนี้ทำให้ผู้เล่นมีอารมณ์ร่วมด้วยเป็นอย่างดี
  • เข้าถึงได้ง่าย เพราะความยากของเกมต่ำ ทำให้ใครก็ตามที่รู้จักอ่านหรือสังเกตในการเล่นสักหน่อยก็สามารถพาตัวเองไป ถึงจุดหมายปลายทางของเกมได้ไม่ยาก (เพลย์ไทม์ของผมในรอบแรกอยู่ที่ 11 ช.ม. รวมเวลาที่เปิดทิ้งไว้ไปทำอย่างอื่นด้วย)
  • ดนตรีเข้ากับเกมดีครับ อาจจะไม่ได้ไพเราะมากมายหรือหวือหวาน่าสนใจอะไร แต่โดยรวมถือว่าลงตัวกับเกมดี
  • ตัวละครน่ารักดีครับ พอเล่นจบจะสามารถปลดล็อก extra ออกมาได้ ในนั้นจะมีภาพร่างของตัวละครภายในเกมด้วย ซึ่งออกแบบได้ดูดีมากๆ เลย เสียดายที่ว่าด้วยพลังของเครื่องและข้อจำกัดของการใช้โมเดลแบบ 3D มีข้อจำกัดอยู่ในตัว เลยไม่สามารถถ่ายทอดเสน่ห์ของลายเส้นออกมาได้อย่างเต็มที่

http://www.animemangagame.com/images/article/2011-06-16/080627_fragile_01_ren.jpg


ข้อเสีย

  • ข้อดีบางข้อก็ถือเป็นข้อเสียครับ การที่ทำให้เกมง่ายหมายถึงทำให้รสชาติของเซอร์ไววัลเกมมันลดน้อยลงไป เข้าใจว่าไม่ได้อยากโฟกัสจุดนี้ แต่ก็ง่ายเกินไปจริงๆ (จุดเซฟอย่างเยอะ แถมเติม Hp ให้เต็มด้วย)
  • แทงกั๊กกันเองระหว่างแนวเกมและภาพประกอบ เอาเข้าจริงถ้าคิดตามจากช้อเสียข้อแรก ก็อาจเป็นได้ว่าตั้งใจทำกราฟิคแบบนี้เพราะเกมไม่ได้ขายความสยองหรือน่ากลัว แต่ขายปมเนื้อเรื่อง ความโดดเดี่ยวของเกม และการเรียนรู้เรื่องราวไปพร้อมๆ กับเซโตะ
  • ถ้าเป็นเกมเมอร์แนวที่ไม่อ่านบทสนทนา เอกสารในเกม ไม่สนเนื้อเรื่อง จะไม่สนุกกับการเล่นเกมนี้เท่าที่ควรครับ เพราะตัวเกมไม่ได้สร้างมาให้มีความตื่นเต้นหรือใช้สมองในการไขปัญหาเท่าไหร่

http://www.animemangagame.com/images/article/2011-06-16/c20080801_fragile_13_cs1w1_.jpg

 

ถึงแม้ว่าจะมีจุดที่น่าชื่นชมเยอะพอสมควรแต่ เมื่ออิงจากมาตรฐานหลักทั่วไป เกมนี้ผมให้ C+ ครับ (แต่ถ้าเอามาตรฐานแบบไม่เกรงใจใครขอให้ B ละกัน)

 

 

 

 

 

 

 

 

http://www.animemangagame.com/images/article/2011-06-16/fragile-dreams-farewell-rui.jpg

แอบแปะของแถม

Opening Theme: "Hikari"
Ending Theme: "Tsuki no Nukumori"